วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

บทที่ 1 ผดุงครรภ์

บทที่ 1 การผดุงครรภ์

ความหมายของการผดุงครรภ์
บทบาทหน้าที่ ของ ผดุงครรภ์ไทย
จรรยา ผดุงครรภ์ไทย
สรีระร่างกาย ของ หญิง และ ชายวัย เจริญพันธุ์

                     ความหมายของการผดุงครรภ์

คือ การดูแล มารดา และ ทารก ตั้งแต่ผูหญิงเริ่มตั้งครรภ์ จนถึง หลังคลอด เพื่อแนะนำ แก้ไข ป้องกัน อาการต่าๆของผู้เริ่มตั้งครรภ์ ซึ่งจะมี การเปลี่ยนแปลง ใน ร่างกาาย

ถ้า ผดุงครรภ์ สงสัยว่า การตั้งครรภ์ นั้น ผิด ธรรมดา ให้ส่งต่อ โรงพยาบาล โดยเร็ว

หน้าที่ สำคัญในการ ดูแล รักษาผู้ตั้งครรภ์ ตั้งแต่ แรกเริ่ม จน ทารกคลอด และ มีหน้าที่ ชี้แจง แนะนำ ในสิ่งต่างๆ ให้ผู้จะเป็น มารดาเข้าใจ และ ปฏิบัติได้อย่าง ถูกต้อง แนะนำ คู่สมรสที่ต้องการมี ลูกให้มีความเข้าใจ ในการดำเนินชีวิต คู่อย่างถูกต้องตามธรรมชาติ เพื่อจะได้มี บุตร ธิดา ที่มีคุณภาพ 

                            การช่วย แบ่งออกเป็น 2 ส่วน

1. ป้องกันมิให้ ทารก เกิดโรคในการคลอด
ต้องให้ยา จำพวก ฆ่าเชื้อโรค Antiseptic หรือ ใช้สิ่งของ เครื่องมือ ต่างๆ สะอาด ปราศจาก เชื้อโรค ต้องต้ม หรือ นึ่งเสียก่อน

2. การใช้ยา ซึ่งเป็น วิธีช่วยให้ บรรเทาอาการ เจ็บป่วย เมื่อ มดลูก หดรัดตัว หรือ มีลมเบ่ง ช่วย ให้คลอด หรือ ช่วย ระงับโลหิต
เพื่อรักษาชีวิต ให้ทันท่วงที

ต้องรักษาความสะอาด ของ มารดา ก่อนคลอดบุตร หรือ เมื่อ แรกเจ็บท้อ ให้มารดา อาบน้ำอุ่น หรือ ฟอกสบู่ หรอ น้ำที่ ผสมยาฆ่าเชื้อโรค เช่น น้ำด่างทับทิม เจือปนเล็กน้อย ล้างตัว ให้สะอาด ผ้านุ่ง ต้องใช้ผ้าที่สะอาด ซักฟอก โดยผ่านการตากแดด ให้สะอาด หรือ นึ่งเสียก่อน

                                จรรยาผดุงครรภ์ไทย

มีเมตาจิต ต่อคนไข้        ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งที่เป็นโลกธรรม 8
ไม่โลภเห็นแก่ลาภ    มีความละอายต่อบาป     ไม่โอ้อวดความรู้
ไม่เป็นคนเกียจคร้าน      ไม่หวงกีดกัน ความรู้ ผู้อื่นทีมีความรู้ดีกว่าตน   มีสติไตร่ตรอง    ไม่ลุแก่อำนาจ และ อคติ    ไม่มีสันดานมัวเมา

              สรีระร่างกาย ของหญิง และ ชาย วัยเจริญพันธุ์

ระบบอวัยวะสืบพันธุ์เพศชายที่ ต่างจาก หญิง
1. ต่อมอัณฑะ
2. ท่อน้ำอสุจิ
3. องค์ชาติ

ระบบอวัยวะ สืบพันธุ์ เพศหญิงที่ต่างจากชาย
1. มดลูก
2. รังไข่
3. ช่องคลอด

                        ระบบอวัยวะสืบพันธุ์เพศชาย
ต่ออัณฑะ
ทำหน้าที่ : ผลิตน้ำอสุจิ และ กลั่นตัว อสุจิ แล้ว ส่ง น้ำอสุจิ ไปตามท่อ สองสาย เรียกว่า สายสองสลึง ไปพัก อยู่ใน ถุงน้ำกาม ซึ่ง อยู่ติดกระเพาะ ปัสสาวะ ทั้ง 2 ข้าง
ท่อที่ส่งตัว น้ำเชื้อ จะเป็น ท่อเดียว กับ ท่อปัสสาวะ เลย

น้ำอสุจิ
ประกอบด้วย ตัวเสปิร์ม มาโตซัว ลักษณะ เป็น เมือกขาวข้น ออกมาครั้งหนึง ประมาณ 3 - 4 ช้อนกาแฟ เริ่มผลิต ตั้งแต่ 16 ปี บริบูรณ์ จนถึง 70 - 80  ปี ซึ่ง ทำให้ เกิดบุตรได้ ( แต่ไม่แน่นอน แล้วแต่ กำลัง คน )
ก่อน อายุ 16 มี น้ำอสุจิ แต่ จะไม่มี ตัว อสุจิ

ตัวอสุจิ
มีี ลักษระ คล้าย ลูกอ๊อด คือ หัวกลม ตัวแบน มีหาง กระดิก ได้ เข้าสู่ ช่องคลอด แล้ว ไปสู่ มดลูก เพื่อเข้าสู่ตัว ไข่ที่ สุก ต่อไป

ลักษณะ ของอวัยวะ สืบพันธุ์เพศหญิง
จะ ประกอบ ไปด้วย มดลูก รังไข่ ช่องคลอด ปีกมดลูก
แต่ ละครั้ง ที่เกิด การตกไข่ จะตกครั้งละ หนึ่งฟอง จะอยู่ ด้านซ้าย หรือ ขวา ก็ได้ ตรงปีกมดลูก จะมีลักษณะ เหมือน ปากแตร

มดลูก
เป็น กล้ามเนื้อ 3 ชั้น หนาเหนียว แข็งแรงมาก ประกอบด้วย
1. ไขว้ กันตามยาว 1 ชั้น
2. ไขว้ กันตามขวาง 1 ชั้น
3. ไขว้ตามเฉียง 1 ชั้น
ภายในมดลูก เป็น โพรงรูปห้องสามเหลี่ยม แบนๆ ช่องหนึ่ง ไปทาง
ช่องคลอด อีก 2 ช่อง อยู่กันมดลูก ออกไป ซ้าย ขวา เรียก ปีกมดลูกซ้ายขวา

ปีดมดลูก
เป็นหลอด ทางเดิน ของไข่สุกก เข้าไปใน โพรงมดลูก ปาก หลอดเหมือนปากแตร มดลูก ทรงตัวลอย ด้วยเอ็น ทั้ง 2 ข้าง ถ้า เอ็นขาด ทำให้ มลุก ออกมาจุกที่ ปากช่องคลอด หรือ ออกมานอก ช่องคลอด เรียก ( ดากออก ) หรือ ( กระบังลม )

ช่องคลอด ยาวตั้งแต่ ปากมดลูก จนถึง ปากช่องคลอด ( ประมาณ 5 - 6 นิ้ว )โดยช่องคลอด มีลักษณะ คล้าย ลำไส้ ยืดหดตัวได้ ภายใน เป็น หนังย่นๆ เปียก ชุ่มอยู่ตลอดเวลา
ปากช่องคลอด มี แอ่ง สำหรับ รองรับ น้ำอสุจิ มี น้ำเมือก สภาพ
( ครึ่งกรด ครึ่งด่าง ) ถ้า ปากมดลูก อักเสบ เพราะมี สภาพ เป็นกรด มาก เกินไป จะทำให้ อสุจิ ที่มา กับ น้ำอสุจิ อ่อนกำลัง หรือ ตาย ( ทำให้ ผู้หญิง เป็น หมัน )

ตัว อสุจิ จะเคลื่อนที่ ได้เร็ว ใน สภาวะ ความเป็น ด่าง

ไข่ของผู้หญิง
เป็น ลูก กลมเล็ก เมื่อ หญิง มี ไข่สุก ( ครบกำหนด 22 วัน ไข่จึง จะสุก ครั้งหนึ่ง ) ไข่สุก จะพองตัวออก ตกออกจากรังไข่ จะผสม ได้ 1 ชีวิต

ถ้า ตก 2 - 3 เม็ด ก็จะ ทำให้เกิด ลูกแฝด  

ถ้า ไข่ที่ตก ออกจาก รังไข่ จะ ( เคลื่อนเข้าทาง ท่อปากแตร ) ทันที ( อยู่ใน ปากแตร 6 - 7 วัน ) จึง จะ ( เข้า โพรงมดลูก )

( ไข่สุกในรังไข่ ) เคลื่อน ไปเข้าสู่ ( ท่อปากแตร ) อยู่ 6 - 7 วัน จึง เคลื่อน ไปสู่ ( โพรงมดลูก )

                     คัมภีร์ มหาโชตรัตน์
สตรีต่างจาก บุรุษ 4 ประการ
1. ต่อมโลหิตระดู
2. ถันประโยธร ( เต้านม )
3. จริตกริยา
4. ที่ประเวณี ( ช่องคลอด )
ให้จำ จะออกสอบ ทุกปี

                          ( ต่อมเลือด ระดู )
ผู้หญิง เมื่อ อายุ 14 - 15 ปีขึ้นไป สิ้นกำหนด ตานซาง แล้ว ต่อมโลหิต แห่ง หญิง จะบังเกิด ขึ้น มาตาม ประเวณี แห่งสตรีภาพ มีอยู่ ดังนี้
1. โลหิตหทัย
ชาติ ระดูโลหิต ที่เกิด มาจาก หัวใจ
อาการ  ขี้หงุดหงิด ใจร้อน เหงื่อออกง่าย ขี้โมโหง่าย 
2. ปิตตัง
ชาติ โลหิต อันเกิดแต่ ขั้วดี
อาการ เป็นไข้
3. มังสัง
ชาติ ระดู เกิดแต่ ผิวหนัง
อาการ ผิวแสบร้อน มีอาการ วุบวาบ
4. นหารู
ชาติ โลหิต เกิดแต่ เส้นเอ็น ทั้งปวง
อาการ ดุจไข้ ( ก็คือ มี อาการ คล้ายคน เป็นไข้ )
5. อัฐ
ชาติ โลหิต อันเกิดแต่ กระดูก
อาการ เมื่อยขบตามกระดูก ตามข้อ ตามกระดูก

จะชอบ ออกขั้วดี กับ เส้นเอ็น เช่น ถามว่า โลหิต เกิดจาก อะไรทำให้ ผู้หญิงคนนี้ เหมือนเป็นไข้ ต้องตอบ ( เส้นเอ็น ) แต่ถ้าถามว่า เป็น ไข้ จะต้องตอบว่า ( ขั้วดี )

คนเมืองร้อน ก็จะมี ระดู ช่วงประมาณ 12 - 13 ปี

คนเมืองหนาว ก็จะมี ระดุ ช่วงประมาณ14 - 15 ปี

โดยเด็กหญิง เมื่อมี ระดู ครบกำหนด จะมี จริตกริยา รู้จักอาย เต้านมแข็ง เป็นไต มดลูก ขยายตัว ปวดตึง มี มดลูก บางคน อาจ ปวดหัว หรือ เป็นไข้

ระดู จะออกประมาณ 3 - 4 วัน หรือ 5 วัน ครั้ง ละ ประมาณ 10 - 15 ช้อนโต๊ะ

รอบระดู ตามกำหนด ปกติ มี 18 วัน จะออก ครั้ง หนึ่ง 20 - 30 วัน แล้ว ภายหลัง ก็มี 28วัน ตามธรรมดา

                    ( ระดู ออกจากไหน เวลาใด )

วันที่ รู้สึก ( เต้านมคัดแข็ง ปวดตึง ที่ มดลูก ) เป็นวันที่ ไข่สุก

ร่างกายจึง เปลี่ยนแปลง ( ผิวหนัง ในโพรงมดลูก หนาขึ้น มีโลหิต มาคั่งรวมอยู่ มาก )

จงมี อาการ ตึง ปวด มดลูก แล้ว ผิวหนัง ในโพรงมดลูก แตกออก โลหิตจึงไหล ออกมาเป็น ระดู

ประจำเดือน มีไข่สุก ที่ไม่ได้ ผสม ออกมาด้วย

                              ( การเกิดประจำเดือน )
ไข่สุก ( ในรังไข่ ) > หลอดปากแตร > โพรงมดลูก > เยื่อบางๆ จะหนาขึ้น มีเลือด มาคั่ง

ถ้าผสม กับ อสุจิ ( เยื่อบางๆในมดลูก ที่มี เลือดคั่งค้าง จะ หุ้มไข่ ไว้เป็น อาหารเลี้ยงทารก ) จะไม่มี โลหิต ซึมออกมา

ถ้า ไม่ได้ ผสมกับ อสุจิ ( ไข่ปริแตก พร้อมเส้นเลือด ) มี โลหิตไหลซึม ออกมา

                        โลหิต ไหลซึม ออกจาก ภายในมดลูก โดย
1. ไข่สุก แล้ว จะไหล เลื่อนลงเข้าหลอดปากแตร
2. แล้วเลื่อนไหล เข้าในโพรงมดลูก ภายในโพรงมดลูก มีเยื่อบางๆ สำหรับ รองรับไข่สุก ไว้ได้ หนาขึ้น มีเลือด มาคั่งค้าง เมื่อไข่สุกแล้ว ไม่ได้ผสม กับตัว อสุจิ ก็จะ ปริแตก ออก พร้อมด้วย เส้นเลือด เป็น ระดู ไหล ออกมา เรียก มีประจำเดือน

ถ้า ไข่สุกแล้ว ได้ ปฏิสนธิ กับ อสุจิ แล้ว เยื่อบางๆ ในมดลูก ที่มี เลือด มาคั่งค้าง ก็จะ หุ้ม ไข่ ไว้เป็น อาหาร สำหรับ เลี้ยง ทารก ต่อไป จะไม่มี เลือด ระดู ไหลออกมา

ระดู ที่ออก ควรเป็น เลือดสดๆ ไม่มีกลิ่น หรือ เป็น ลิ่ม ถ้ามีกลิ่ โสโครก สงสัย เป็น โรคระดู

ผู้หญิง จะ หมดประจำเดือน ตั้งแต่ อายุ 45 - 55 ปี แล้วแต่ บุคคล

                                 แนวข้อสอบ
ไข่ที่ ไม่ได้รับ การผสม จะมีชีวิต อยู่ได้ 4 - 5 วัน

น้ำอสุจิ ซึ่ง ต่อม อัณฑะ เป็น ผู้กลั่นออกมาจะ เป็นเมือก ข้น

ปากช่องคลอด มีแอ่ง สำหรับ รองรับ น้ำอสุจิ มีสภาพ ครึ่งกรด ครึ่งด่าง

ในเพศหญิง ตัวมดลุก จะมี กล้ามเนื้อ หนาเหนียว แข็งแรง มี 3 ชั้น
มีไขว้กันตามยาว ไขว้กันตามเฉียง ไขว้กันตามขวาง

การผดุงครรภ์ในความหมาย ที่ถูกต้องที่สุด คือ การดูแล มารดา และ ทารก ตั้งแต่ผู้หญิงเริ่มตั้งครรภ์ ถึง หลังคลอด

บทที่ 4 เวชกรรม ( คัมภีร์ธาตุวิวรณ์ )

บทที่ 4 เวชกรรม ภาคทฤษฏี ( คัมภีร์ธาตุวิวรณ์ )

ส่วนใหญ่ เป็นเนื้อหา การเกิดไข้ แต่ ไม่ ไข้ อย่างเดียว เหมือน คัมภีร์ตักศิลา
จะมีเรื่องไข้ และ ธาตุที่ มันเสียหาย ไป ไม่ว่า ธาตุพิการ หรือ ธาตุวิปราศ ก็แล้วแต่ ก็มีเรื่อง ของไข้ รวมอยู่ในนี้ ก็จะมี บางส่วน ที่นำ มาออก สอบแล้วทำให้เรา สับสน

              ( คัมภีร์ธาตุวิวรณ์ )
กล่าวถึง ดังนี้
- ธาตุ 4 พิการ
- ธาตุ 4 วิปลาส
- ธาตุ 4 เป็นตรีโทษ

- ฤดู 3 ให้ธาตุพิการ
- ฤดู 4 ให้ธาตุพิการ
- ฤดู 5 ให้ธาตุพิการ

- การกำหนดเวลา การเกิดไข้

- ลักษณะอาการของโทษ 2 ( ทุวันโทษ )
- ลักษณะอการของ โทษ 3 ( ตรีโทษ )

- มูลเหตุการเกิดโรค ( ให้จำไว้ว่า มันมี ข้อแตกต่างอยู่ คือ มูลเหตุ การเกิดโรค ของ ธาตุวิวรณ์ มี 6 ประการ )

- โทษห้ามผู้ไข้ ( โทษที่ไปห้ามผู้ไข้ ทั้งหมด มีกี่ประการ )

( ไม่ใช่มีแค่นี้ ยังมี เรื่อง ของ รสยา ว่าการใช้ยา ใช้ยา กี่รส ซึ่่งคัมภีร์ นี้ ก็มี เนื้อหา อีกที่ทำให้เรา สับสน การวิเคราะห์ โรค ตามประเทศ ตามที่อยู่ การวิเคราะห์โรคตามสีผิว คนไข้ การพิเคราะห์โรค ด้วยการ กำหนดเวลา การเกิดไข้ ( ไม่ใช่จำนวนวัน ที่เป็น ) การพิเคราะห์ ตามลักษณะ ประเภทไข้ และ ลักษณะ เวลาการจับไข้ พวกนี้ จะพูด ถึงเรื่องไข้ แต่ ไม่ใช่ แยกประเภทไข้ แบบคัมภีร์ ตักศิลา ซึ่ง ควรเรียน ก่อนไปเรียน ตักศิลา 

เรื่องแรก จะพูดถึง ธาตุ 4 ให้พิการ สิ่งที่ ทุกคนต้องรู้ คือ ธาตุ ทั้ง 4 ว่ามี ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ
ข้อสอบ จะชอบ ถามว่า ปัถวีธาตุพิการ มีลักษณะอย่างไร หรือ ยก อาการมาถาม เช่น กายแข็งกระด้างตึงชา แข็งดัง ท่อนไม้ ดัง งู กฏมุข คือ ธาตุใด พิการ

              ( ธาตุ 4 พิการ )

( ปัถวีธาตุพิการ )
ทำให้กายคนไข้ แข็งกระด้าง ตึงชา เนื้อหนัง เหี่ยวแห้ง แข็งดังขอนไม้ เปรียบดังอสรพิษ ( กฏมุข ) ขอบตอด
( ตัวแรก ธาตุดิน เมื่อพิการแล้ว ทำให้ คนไข้ แข็งกระด้าง ตึงชา เนื้อหนัง เหี้ยวแห้ง เหมือน ขอนไม้ อาการมันจะเป็นไป ในทางธาตุ ดิน เพราะ มันเกี่ยวกับ เนื้อหนัง ของเรา ที่เป็น ธาตุดิน ป

( อาโปธาตุพิการ )
ให้พรุนเปื่อย เป็น หิด เป็น ฝี บางที เป็น เม็ดคันทั่วกาย มีน้ำเหลืองไหลปรี่ กลิ่นเหม็นเน่า เปรียบดัง งู ( ปูติมุข ) ขบตอด
( อาการทาง อาโป ให้พรุนเปื่อย เป็น หิว เป็น ฝี การเป็น ฝี มันมี หนอง ซึ่ง เป็น หนึ่ง ใน ธาตุ น้ำ ที่ เป็น ของเสีย ตีเป็น อาการทาง อาโป เป็น เม็ด คันทั่วกาย การเป็น เม็ดคัน ก็ เกี่ยวกับ เลือด และ น้ำเหลือง ซึ่ง ก็ เป็น ธาตุน้ำ 12 อย่าง มีน้ำเหลืองไหล น้ำเหลือง ก็เป็น ธาตุ น้ำ )

( เตโชธาตุพิการ )
ให้รุ่มร้อน เป็นกำลัง ผิวหนัง หม่นไหม้ด้านดำ มีพิษดัง งู ( อัคคีมุข ) ขอบตอดดัง ไฟลนทั่วทั้งกาย
( ทำให้รุ่มร้อนมาก เป็น กำลัง ผิวหนัง หม่นไหม้ เค้าพูด ถึงผิวหนัง แต่ ผิวไหม้ เพราะความร้อน / รู้สึก เหมือนมี งูมากัด เหมือน มีไฟ มา ลน รวมๆแล้ว มันก็เป็น อาการทาง ธาตุไฟ )

( วาโยธาตุพิการ )
มีโทษมากกว่า ธาตุ ทั้ง 3  มีพิษ ให้เปื่อยพัง ให้ขาด เป็น ชิ้นๆ ดังมีดเชือด เปรียบดัง งู ( สัตถมุข ) ขบตอด 
( เป็น อาการที่มี โทษ มากกว่า ตัวอื่นๆ ให้จำ ไว้ )

ปัถวีธาตุพิการ = งู กฏมุข
อาโปธาตุพิการ = งู ปูติมุข (ปูอยู่ในน้ำ)
เตโชธาตุพิการ = งู อัคคีมุข (อัคคี ไฟ)
วาโยธาตุพิการ = งู สัตถมุข (สัตถกะ คือ ลม )

           ( ฤดู 3 ให้ธาตุพิการ )
ก็เหมือนกับ ที่เราเรียน มาแล้ว
ฤดู 3 พิการ จะดูว่า ตรีธาตุ ตัวใด พิการ นั่นเอง ส่วนสาเหตุ จะพูดถึง แค่ คิมหันต์เท่านั้น ว่า โลหิต เป็น สาเหตุ การเกิด ไข้

- ( คิมหันต์ฤดู ) ร้อน
นับจาก เดือน 4 ไปจนถึง เดือน 8 เป็น
เป็น ฤดูที่ เตโชธาตุพิการ เพราะ ฤดูร้อน อาการ โลหิต เป็นสาหตุ ไข้

- ( วสันต์ฤดู ) ฝน
นับจาก เดือน 8 ไปจนถึง เดือน 12
เป็น ฤดูที่ วาโยธาตุพิการ ก็เลย ให้โทษ มากกว่า ทุกกอง เพราะ ตรง ธาตุพิการ บอกว่า ถ้าเป็น วาโย จะอาการหนักกว่า อาการอื่นๆ

- ( เหมันต์ฤดู ) หนาว
นับจาก เดือน 12 ไปจนถึง เดือน 4 
คือ ฤดูหนาว อาโป ธาตุพิการ

         ( ฤดู 4 ให้ ธาตุพิการ )
แต่ จะแบ่ง เป็น ฤดู ละ 3 เดือน
ฤดู จะ ดู ทวนเข็ม นาฬิกา

- ( คิมหันต์ฤดู )
เดือน 5 6 7
้ฤดูร้อน เป็นเพราะ เตโช ธาตุ พิกัด สันตัปปัคคี ที่ทำให้ โลหิต กำเริบ
อาการ : อยากอาหารบ่อย กินไม่ทันอิ่ม ให้อาเจียน ขัดอก แสบไส้จุกเสียด เวียนหน้าตา มี ลม มากในท้องปวดมวนท้อง มือเท้าสั่น หายใจ ระส่ำระสาย ทำให้เกิด ลมร้าย 6 จำพวก  เพราะกินอาหารแสลง
( ไฟ มันเป็น เหตุ แห่ง การเกิด ลม เกิด เปลว ในร่างกาย เรามี 4 ธาตุ ธาตุไฟ เจอ น้ำ เจอ ดิน เจอ ลม แต่ ลมที่ว่า มันเกิด จากไฟ ที่เกิด ขึ้นก่อน ทีนี้ ฉะนั้น ไฟ มันเป็น ต้นเหตุ ที่ทำให้เกิด ลม ขึ้น นั่นเอง ตรงนี้ มันก็ เลยพูดถึง เรื่อง ของการ เวียน หน้า การเป็น ลม ในท้อง )

- ( วสันต์ฤดู )
เดือน 8 9 10
เป็น เพื่อ วาโยธาตุกำเริบ ปริณามัคคีหย่อน

เหตุเกิด เพราะ กินอาหาร ชุ่มมัน

อาการ : ให้เกิด โรค ผอมเหลอง หายใจสัน้ ให้ท้อง ลั่นโครก แดกขึ้น แดกลง หาวเรอ วิงเวียน หน้าตา กินอาหาร ไม่รู้รส หูหนัก ปากเหม็น ปากหวาน เกิด เลือดออก มาทาง ปาก ทางหู

( ปากเหม็น เพราะ อาหาร ไม่สะอาด เพราะ เรากิน ของมันมาก อาหารไม่ย่อย ทำให้ ของเสีย สะสม ในกระเพาะนาน เพราะ กระเพาะ ต้องย่อยนาน ทำให้ ปากเหม็น ถ้า อาการมาก ก็จะ มีเลือด ออกมาทาง ปาก ทางหู ได้ แต่ มักจะไม่เจอ ถึง ขนาดนั้น เพราะ คนไข้ พอมี ท้องอืด ก็จะรีบมาหา หมอแล้ว )

( คนไข้ หายใจไม่ ค่อยออก หมอ ต้อง มีอย่างหนึ่ง ที่ เป็น เทคนิค เชิงคลีนิก ก็คือ จะต้อง แก้ท้อง ก่อน โดยการ เอาลมในท้องออก ด้วยการ นวดท้อง ด้วยการ โกยท้อง การแหวก ก็สามารถ ทำได้ ต้องโกย ตามแนว ลำไส้ ก็จะทำให้ อาการ ดีขึ้นมาได้ แต่ว่า  การที่เรา จะเผายา ต้องดูว่า มัน หย่อนจริงรึเปล่า เพราะ ถ้า ท้องลั่น มันเกิด จาก ธาตุไฟ มันกำเริบ แล้วเรา ไปเผายา อันนี้ ไม่ควร แต่ถ้า อาหาร ไม่ย่อย เพราะ ปริณามัคคี มัน หย่อนจริงๆ เราก็ เพิ่ม ไฟธาตุ ด้วยการ เผายา ได้ )

( ลม มัน หย่อน ก็ ทำให้ ไฟ มันกำเริบ หนัก ขึ้น ) ( เมื่อ ไฟ มันหย่อน มันก็ ทำให้ ลม กำเริบ หนักขึ้น เช่นกัน )
( ปริณามัคคี คือ ไฟย่อย พอมัน หย่อน ก็ทำให้ ย่อย อาหาร ไม่ได้ดี ทำให้ เกิด แก๊ส เป็น ลม ขึ้นมา )

- ( วสันต์เหมันต์ฤดู ) 
ฤดู 4 จะต่างจาก ฤดู 3 เพราะมันจะ มีตัวมา แทรก เมื่อมันมี ตัวมาแทรก เวลา เค้าแบ่ง ฤดู 4 เลย แบ่งเอา วสันต์ กับ เหมันต์ มา บวกกัน แล้ว เอา ฤดูที่ มาก่อน ขึ้นหน้า กลายเป็น ( วสันต์เหมันต์ฤดู ) เป็น ฤดูที่ 3

ส่วน อีก ฤดู ก็ จะเอา เหมันต์ฤดู บวก กับ คิมหันต์ฤดู ซึ่ง ก็จะเอา ชื่อ เหมันต์ ตั้งก่อน เพราะ ฤดู จะนับ ทวนเข็มนาฬิกา ซึ่ง เหมันต์ จะต้อง ขึ้นก่อน ก็ จะได้เป็น ( เหมันต์คิมหันต์ฤดู ) เป็น ฤดู ที่ 4

เดือน 11 12 1
สองฤดู ระคนกัน อาโปธาตุ กำเริบ

เหตุด้วย กินของผิดสำแดง

อาการ : มักขึงโกรธ ดุจเป็นบ้า ขบตามข้อ กระดูก มือเท้า บวม ให้ลง เป็นโลหิต ให้ไอ ให้ผอมเหลือง ขัดทรวง ลงท้อง ปวดมวน กินไม่ได้ นอนไม่หลับ

( วสันต์ฤดู คือ ลม + เหมันต์ฤดู คือ น้ำ ถ้า น้ำ กับ ลม รวมกัน ก็จะทำให้ มือ เท้า บวม ) 

- ( เหมันต์คิมหันต์ฤดู )
คือ ฤดู หนาว + ฤดู ร้อน
2 ฤดูรวมกัน กลายเป็น ปถวีธาตุ กำเริบ
เดือน 2 3 4

อาการ : นอนไม่หลับ กระหายน้ำ ให้รุ่มร้อน เสียดสองข้าง มักขึงโกรธ ให้เจ็บคอ ปากหวาน เจ็บอก ท้องลั่น ปั่นป่วน

( พวกอาการ ท้องลั่น เจ็บคอ มาจาก ร้อน แต่ถ้า มี หนาว มีอาโป มาแทรก บริเวณ คอ ที่มี เสมหะ ก็จะทำให้มี อาการ เจ็บคอ ได้ด้วย เหมือนกัน )

อาการ ที่ เมื่อ ระคน กัน ควรจะเป็น อาการประมาณไหน จะทำให้เรา ทำข้อสอบ ได้ง่ายขึ้น

         ( ฤดู 6 ให้ ธาตุพิการ )
มันจะ ต่างกัน ตรง ที่ว่า ตัวฤดู ละ 2 เดือน มันจะ ใช้ ชื่อ ไม่เหมือนกัน  อีก คัมภีร์ นึง ที่จะ ใช้ ( คิมหันต์ วสันต์ วัสสาน สะระทะ เหมันต์ ศิศิระ ) แต่ ของ ธาตุวิวรณ์  ฤดู 6  จะ ต่างกัน ที่ ฤดู ที่ 2 จะใช้ เป็น ( คิมหันต์วสันต์ฤดู ) แทน จะเป็น ( คิมหันต์ คิมหันต์วสันต์ วสันต์ สารทะ เหมันต์ ศิศิระ )

ฤดู 6 ให้ธาตุ พิการ
- ( คิมหันต์ฤดู )
เดือน 5 - 6
เพื่อ กำเดา และ ดี
อาการ : แสบอก เมื่อยมือ เมื่อยเท้า เสียดแทง นอนไม่หลับ มวนท้อง อาเจียน สะอึก

- ( คิมหันต์วสันต์ฤดู )
เดือน 7 - 8
เพื่อ เตโช / วาโย / กำเดา / โลหิต
อาการ : ให้มวนในกาย ปวดศรีษะ นอนไม่หลับ กินอาหาร ไม่รู้รส ให้ระส่ำระสาย คลั่งไคล้ ลืมตัว

- ( วสันต์ฤดู )
เดือน 9 - 10
เพื่อ วาโยกล้า เสมหะติดอก
อาการ : ให้หนักอก หายใจขัด คันตัว หาก วาโย  และ เสมหะ ระคนกัน มีรสกล้ามาก

- ( สะระทะฤดู )
เดือน  11 - 12
วสันต์ และ เหมันต์ เจือกัน ( ปลายฝน ต้นหนาว มันก็จะเป็น ฝน กับ หนาว รวมกัน )
ไข้เกิด เพื่อ ลม / เสมหะ / มูตร
อาการ : ร้อนในทรวงอก ร้อนในไส้ ในกาย ให้เจ็บฟก เจ็บกระดูกสันหลัง และ เจ็บคอ

- ( เหมันต์ฤดู )
เดือน 1 - 2
อาโป และ ปัถวี แทรก
ไข้เพื่อเสมหะ กำเดา เลือด
อาการ : ให้เจ็บสันหลัง บั้นเอว เนื้อตัง ต้นคอ แข็งดุจดังตรีโทษ

- ( ศิศิระฤดู )
เดือน 3 - 4
ปัถวีธาตุ เป็นมูลโรค
เกิดโรคด้วย เลือด ลม / กำเดา / เจือเสลด
อาการ : เกิดไร ฟกบวม หูทั้งสอง เป็น น้ำหนวก เหม็น เลือดเน่า ไหลออกจาก หู

         ( ธาตุ 4 วิปลาส )
บางที ข้อสอบ ถาม ให้เรางง ถามเรื่อง ธาตุ 4 วิปลาส แต่เอา ธาตุ 4 พิการ มาลงแทน เพื่อ หลอกเรา ดูว่า เค้าถามถึง ธาต 4 พิการ หรือ ธาตุ 4 วิปลาส

ธาตุ 4 พิการ คือ ธาตุ 4 ยังอยู่ แค่ มัน พัง
แต่ ธาตุ 4 วิปลาส คือ ธาตุใด ธาตุนึง มัน หายไป

ธาตุ 4 วิปลาส
- กองปัถวีธาตุ
เกิด เหา และ เล็น มาก
ไข้กรุ่น เป็นประมาณ ท้องลั่น และ พลุกพล่าน ให้ท้องขึ้น และ เจ็บท้อง ตกเลือดเหม็นเน่า เสียดแทง ในท้อง ขัดตะโพก อาการเหมือน เป็น กระษัย ให้เจ็บในอกให้เนื้อ ช้ำฟก เล็บมือ เล็บเท้า เขียว
( key คือ เกิด เหา และ เล็น มาก )

- กองเตโชธาตุ
ให้ร้อน ปลายมือ ปลายเท้า ดุจปลาดุกออก ให้ร้อนในเท้า ในไส้ บวมหน้า หลัง และ ท้อง เป็น เม็ดแสบร้อน ดังหัวผด ทั่วทั้งตัว และ หลบ กลับเข้าด้านใน ให้เจ็บ หลัง ตกมูกเลือด เป็น หนอง 
( บวมหน้า หลัง ให้จำว่า อาการ บวม จะเกิด เมื่อ ลม กับ น้ำ รวมกัน )

- กองวาโยธาตุ
เป็น ตะคริว เมื่อยมือ เมื่อยเท้า หนักเอว หนักสันหลัง รากลมเปล่า เจ็บอก ขัดหัวเข่า หายใจขัด เป็นหวัด หอบหืด ตาพราย วิงเวียน หน้าตา
( ตะคริว เกิดจาก ลม ผิดปกติ )
( หัวเข่าขัด เกิดจากลม )
( หายใจขัด เกิดจาก ลม อัสสาสะปัสสาสะ)
( วิงเวียน หน้าตา ก็เกิดจาก ลม )

- กองอาโปธาตุ
จุกอก ลงท้อง แล้ว แปรเป็น กระษัยกล่อน ขัดหนัก ขัดเบา ตึงหัวเหน่า ท้องน้อยเป็นก้อน เป็นลูก กลิ้งขึ้น กลิ้งลง ตกเลือดตกหนอง พรรดึก ร้อนหน้า หลัง ดังเพลิง ให้เหลือง ซีด ผอม เกิดเสลด มือเท้าเล็บ ขัดสีข้าง ( ชายขัดทางขวา หญิง ขัดทางซ้าย ) เป็นไข้จับ
( ถ้า ถามว่า ธาตุใด เมื่อ วิปลาส แล้ว แปรเป็น กษัยกล่อน หรือ ถามว่า กองอาโปธาตุ วิปลาศ จะแปร เป็น อะไร )
( เป็นก้อน อยู่ในท้อง )
( key ของ อาโปธาตุ คือ ท้องเสีย อาการ ลงท้อง คือ อาการของอาโปธาตุ ที่ ชัดเจน ถ้า คนไข้ ท้องเสีย ส่วนใหญ่ เราต้อง ไปคุม ธาตุน้ำ )

          ( ธาตุ 4 เป็นตรีโทษ )
- ปัถวีธาตุ
ให้ราก ทรวรงอกแห้ง กายแข็งเหมือนท่อนไม้ ไม่รู้รสอาหาร เป็นไข้ อยู่ร่ำไป เจ็บอก กินอาหาร แล้ว ให้แสบท้อง ร้อน ในอก ท้องขึ้น ท้องพอง เขียวช้ำทั่วกาย
( key : จำไว้ว่า ปัถวีธาตุ จะมี อาเจียน หรือ ราก ทำให้ ทรวงอก แห้ง กายแข็งเหมือนท่อนไม้ )

- อาโปธาตุ
กายซูบผอม เหงื่อตกมาก ตึงตัวตึงหน้า กินอาหารน้อย ร้อน กระหายน้ำ ขัดอก ให้ท้องป็นลมลั่น อยากของมัน มักขึงโกรธ ให้ร้อน และ เย็นในอก เป็น ไข้จับ ปากชุ่ม ขม ร้อน เผ็ด หวาน
( key : เหงื่อตกมาก กระหายน้ำ ปากชุ่ม )

- เตโชธาตุ
ร้อนในท้อง ไส้พลุ่งพล่าน มือเท้าตาาย ไอดังขลุกๆ ใน ลำคอ และ ทรวงอก เมื่อย ขบทั่วร่างกาย ให้ผอมแห้ง ปวดมวนท้อง ร้อนรุ่มกาย วิงเวียน หน้าตา มักแสบไส้ เป็นลม มือเท้าสั่น ให้ร้อนเสียว ดังเพลิงรม
( key : ร้อนในท้อง ไอดัง ขลุกๆในลำคอ ร้อนรุ่มกาย วิงเวียน หน้าตา แสบไส้ เป็นลม ร้อนเสียวเหมือนเพลิง รม )
( ไอดัง ขลุกๆ ในลำคอ เพราะ โดนไฟเผา

- วาโยธาตุ
ผอมเหลือง ซูบเศร้าหมอง จุกอก เป็นก้อนในทรวง และ ท้อง ให้ราก สะอึก เรอ ให้ใจสั่น หวานปาก อาเจียน ร้อนอก ปวดศรีษะ เจ็บอก คันตัว ผุดแดง ดังสีเลือด ไอดัง เป็นหืด หนักหน้าตามัว
( key : จุกอก เป็นก้อนในทรวง ในท้อง ให้รากสะอึก เรอ ให้ใจสั่น )

ให้ ท่อง key
พยายาม หาว่า คีย์ เวิร์ด มันเป็น ของ ปัถวี อาโป เตโช วาโย กันแน่ ดูว่า อะไรมากกว่า กัน บางที หลายธาตุ มารวมกัน เพราะ ร่างกาย เรา มีหลาย ธาตุ รวมกัน อยู่ แต่ ให้ดู อาการไหน เป็น อาการนำ เยอะๆ เราจะ สามารถ วินิจฉัย ได้ว่า มันเป็น อาการ ทาง ดิน น้ำ ลม หรือ ไฟ กันแน่

         ( กำหนดวันเวลา เกิดไข้ )
วาตะสมุฎฐาน 10 วัน
ปิตตะสมุฎฐาน 7 วัน
เสมหะสมุฎฐาน 12 วัน
รวมกัน เป็น 29 วัน
( เขากำลัง จะพูด ถึง สันนิบาต )

   ( ลักษณะ อาการ ของโทษ 2 )
( ทุวันโทษ )

- เสมหะ กับ ลม
ทำให้กายชุ่มไปด้วย เหงื่อ เจ็บ ทั่วร่างกายา ง่วงนนอน หนักตัว เจ็บศรีษะ มักเป็นหวัด และ ให้ ไอ
่( key : กายช่ำไปด้วยเหงื่อ กับ ไอ เป็น อาการทาง เสมหะ ส่วน ง่วงนอน เจ็บศรีษะ เป็นอาการ ทาง ลม )
( เวลา เราดู อาการ เรา ต้องดู ว่า อาการ ที่เค้า ให้โจทย์ เรามา เป็น อาการที่ มีอะไรบ้าง )
( เจ็บศรีษะ เป็นอาการ ได้ทั้ง ลม และ ไฟ แต่ส่วนใหญ่ เป็นเรื่องของ ลม มากกว่า ถ้า เป็นเรื่อง ของ ไฟ คือ ไฟมันไปเผา บริเวณ คอ บ่า เพราะ ไฟมัน ตีขึ้น จริงๆ คือ ไฟมัน เกิด แล้ว ทำให้ ลม ลอยขึ้นไป แล้ว ลม ก็นำ ความไอร้อน ขึ้นไปด้วย เค้าจะเรียกว่า ไฟ กำเริบ ทำให้ ลม กำเริบ ตามไปด้วย )

- เสมหะ กับ ดี
เป็นไข้ ปากขม ตัวสั่น พูดพร่ำเพ้อ ให้หนาวๆ ร้อนๆ และ ไอ
( key : ปากขม ให้ร้อนๆหนาวๆ )

- ดี กับ โลหิต
คนไข้ ใจระทดรุ่มร้อน หมองจิต มักตกใจสะดุ้ง ดี ลม และ กำเดา ระคนกัน มักให้ อยากน้ำ ออกเสียว เป็นเวลา มักวิงเวียนหน้าตา มักให้ กระวนกรวาย ให้คัดจมูก เจ็บศรีษะ ร้อนคอ สะท้านกายใจไม่สบาย ให้เจ็บไข้ ให้หนาว
( ทั้ง ดี และ โลหิต ก็ร้อน คือ ร้อน กับ ร้อน รวมกัน )
( key : ใจระทดรุ่มร้อน กำเดาระคน กัน มักให้ อยากน้ำ ยอกเสียว )
( ยอก มันเกิด จากความร้อน ทำให้ ลม มันเสียดแทง )

    ( ลักษณะ อาการของโทษ 3 )
( ตรีโทษ )
ปิตตะ + เสมหะ + ลม = มหาสันนิบาต
อาการ
- ให้ร้อนกระวนกระวาย
- ให้เจ็บทั่วกาย
- เชื่อมซึม
- ไม่สมปฤดี
- เย็นสะท้านทั้งกาย
- ผิวนวล ( เพราะ น้ำเกิน ) 
- เวียนหน้าตา
- กินอาหารน้อย
- หน้าตาแดง ดังสีเลือด
- เจ็บคอ
- เจ็บหัว และ เจ็บหู และ เจ็บทั่วกาย
- ไม่อยากข้าว
- นอนไม่หลับ
- ลิ้นกระด้าง
- หาวนอน
- ให้หนาวๆ ร้อนๆ
- ตัวแดง และ เหลือง เหมือน ทาขมิ้น
- หายใจขัด ทั้ง เข้า ออก
( คนไข้ มี อาการ ดังนี้ รักษายาก เป็น เหตุ ให้เสียชีวิต )

      ( มูลเหตุ เกิดโรค 6 ประการ )
1. กินอาหารผิดเวลา และ อิ่มนัก
2. เสพเมถุนมาก
3. กลางวันนอนมาก
4. กลางคืนนอนไม่หลับ
5. โทสะมาก
6. กลั้นอุจจาระ ปัสสาวะ
( กิน sex นอน อารมณ์ ขับถ่าย )
ท่อง ( กิน ขี้ ปี้ นอน โกธร )

( โทษ ห้ามผู้ไข้ พึงเว้น 11 ประการ เริ่มตั้งแต่ แรกไข้ )
1. อย่าอาบน้ำ
( เพราะ ร่างกายเราร้อน พอ ไปกระทบเย็น มากไป จะเกิด อาการผิดปกติ หรือ ไข้กลับ มากกว่าเดิมได้ เพราะ มันทำให้เกิดลม คลายกับ การ ก่อกองไฟ แล้ว เอาน้ำ ราด มัน จะเกิดไฟ เราจะไม่ เอาเย็น ดับร้อน หนักขนาดนั้น )
2. อย่าทาของหอม
( เพราะว่า ของหอม มันจะทำให้ เกิดการระคายเคือง ต่อทางเดินหายใจ )
3. อย่าเสพเมถุน
( การเสพเมถุน ทำให้เกิด ไฟ ที่เรียกว่า ไฟราคะ )
4. อย่าขัดสี ร่างกาย
( การขัดสีร่างกาย ทำให้ รู ขุมขน กว้างกว่า ปกติ ทำให้เกิด ความร้อน เกิด ได้ด้วย แต่การ เปิด รู ขุมขน เหมือนจะดี ในการระบายความร้อน แต่มัน ก็ ไม่ดี ) 
5. อย่านอนกลางวัน
( มันจะทำให้ กลางคืน นอนไม่หลับ )
6. อย่าทำงานหนัก
( การโหมงานหนัก ทำให้เกิด ความร้อน ทำให้ เกิดไข้ ได้ )
7. อย่าเอาโลหิต ออกจากกาย
( เพราะเราไม่ต้องการ ให้เกิด การซ่อมแซม ร่างกาย ที่มากกว่า ปกติ เมื่อก่อน การเอา โลหิต ออกจากกาย โดยการใช้ ปลิง )
8. อย่า โกนศรีษะ หนวดเครา
( เพราะ ศรีษะ และ หนวดเครา เราโกน ออกไป ทำให้ หัว ของเรา เจอความร้อน มากกว่า ปกติ เพราะไม่มี อะไรมาปกคลุม )
9. อย่าโกรธ ให้มากนัก
( เพราะ โกรธ เป็นความร้อน )
10. อย่า นอนตากแดด ตากลม
( เพราะ ความร้อน )
11. อย่ากินของ มันคาว
( เพราะ ของ มัน ของคาว ทำให้ อาหาร ไม่ค่อย ย่อย )

( มันจะ มี ข้อห้าม ของ คัมภีร์ตักศิลา 10 ข้อ แต่ของ ธาตุวิวรณ์ มี 11  คัมภีร์ธาตุวิวรณ์ จะ ห้าม ด้วยคำว่า อย่า ทั้งหมด )

( กำลัง โรคแห่งสัตว์โลก ตามอายุสมุฎฐาน )
จะแบ่งเป็น 0 - 16 / 16 - 30 / 30 - ชราภาพ
แต่ละ ช่วง คล้ายกัน มีตั้งแต่ เสมหะ ต่อไปด้วย ความร้อน ในช่วง วัยกลางคน และ สุดท้าย คือ วาตะ พิการ
(รสยาตามวัย )
- ปฐมวัย ( 0 - 16 )  เสมหะพิการ
ใช้ ยารส ( ขม เปรี้ยว หวาน )
(ใช้ เปรี้ยว เพื่อ ขับเสมหะ ได้ แล้วก็ต้องใช้ ยารสหวานด้วย เพราะ บางที เราต้องการ ทำให้ เสมหะ มัน เฟ้อก่อน ค่อยขับ ทีเดียว หรือ ในอีกกรณีนคง คือ วัยนี้ มักกิน ยาขม ไม่ค่อยได้ ต้องเอา หวาน ไปเจือ )
( เสมหะ เรา จะใช้ เปรี้ยว ไปขับ )

- มัชฉิมวัย ( 16 - 30 ) กำเดา ดี โลหิต พิการ
ใช้ยารส ขม เปรี้ยว เปรี้ยวฝาด เค็ม
( ต้องใช้ ความเย็น ดับ นั่น ก็คือ ขม และ ใช้ เปรี้ยว มาช่วย เรียก น้ำ และ มี เค็ม เพื่อ ให้ ซึมซาบ ไปตาม ผิวหนัง ด้วย )
( ดี จะใช้ เค็ม กับ ขม ไปดับ แต่ เปรี้ยว จะไป เรียก น้ำ )

- ปัจฉิมวัย ( 30 - ชรา ) วาตะพิการ
ใช้ยารส ขม ฝาด เค็ม ร้อน หอม
( ใช้ หอม ร้อน เป็น หลัก เพราะ วัยนี้ จะเป็น ในช่วง ของ วัยเกิด โรค ลม )

( การพิเคราะห์ รสยารักษาโรค ใช้ ยา 8 รส )
รสขม - ซาบผิวหนัง
รสฝาด - ซาบมังสัง
รสเค็ม - หวังซาบเส้นเอ็น
รสเผ็ดร้อน - ซาบกระดูก
รสหวาน - ซึมซาบลำไส้ใหญ่
รสเปรี้ยว - ซาบลำไส้เล็ก
รสหอมเย็น - ซาบหัวใจ
รสมัน - ซาบข้อต่อทั้งปวง
( ฝาด ขม เค็ม เผ็ด เปรี้ยว หวาน หอม มัน = เนื้อ หนัง เอ็น กระดูก เล็ก ใหญ่ ใจ ข้อ )
 
( การพิเคราะห์ โรคตาม สถานประเทศ )
แบ่งเป็น ชื่อ
1. กัณห์ประเทศ
น้ำจืด น้ำเค็ม เปือกตม มากมาย
เกิดโรค เพราะ เสมหะ และ ลมกล้า กว่า กำเดา ดี และ โลหิต
พึงแต่ง ยา แก้เสมหะ และ วาตะ
( สาเหตุ ของโรค มาจาก เสมหะ + ลม  ตัวนี้ ที่ มันมี กำลัง มากกว่า ตัว กำเดา ดี โลหิต เมื่อ เสมหะ กับ ลม มี ฤทธิ์ แรงกว่า กำเดา ดี โลหิต เวลาเรา แต่งยาแก้ ก็ต้องแก้ เสมหะ กับ ลม เพราะ สาเหตุ มาจาก เสมหะ กับ ลม )

2. สาครประเทศ
กรวด ทราย ศิลามาก น้ำน้อย
เกิดโรค เพราะ โลหหิต และ กำเดา กล้า กว่า เสมหะ และ ลม พึง
แต่งยาแก้ โลหิต และ กำเดา
( เกิดจาก โลหิต กับ กำเดา กล้า กว่า เสมหะ และ ลม เพราะ น้ำน้อย ก็เลย มี โลหิต กับ กำเดา ก็เลยเยอะ ความร้อน ก็เลย สูง ฉะนั้น เวลา แก้ เราก็ใช้ ยาแก้ โลหิต กำเดา )

3. สาธารณประเทศ
กรวด ทราย เปือกตม ศิลา น้ำจืด น้ำเค็ม หนองน้ำ
เกิดโรค ระคน ทั้ง เลือด ลม กำเดา ดี
( จำไว้ว่า สาธารณ ก็คือ รวม ทุกรูปแบบ ก็เลย ระคน ไปหมด ทุกรูปแบบ ไม่ว่า เลือด ลม กำเดา และ ดี เวลาแต่งยา ก็ แต่ง รวมกัน หมดเลย )

      ( การพิเคราะห์ ใช้ยา รักษาโรค ตาม โลหิตฉวี )
1. คนไข้ผิวขาว - โลหิตรสหวาน - ใช้ยา ( รสเผ็ด ร้อน ขม )              
2. คนไข้ผิวเนื้อขาวเหลือง - โลหิตรสเปรี้ยว - ใช้ยา รสเค็ม ( ใส่ เกลือ เจือ ให้มาก )
3. คนไข้ผิวเนื้อดำแดง - โลหิตรสเค็ม - ห้ามใช้ยา รสเค็ม ( ใช้รสอื่น รส อะไร ก็ได้ )
4. คนไข้ผิวเนื้อดำ - โลหิต รสเค็ม และ เย็นมาก - ใช้ ยารส หวาน 

         ( การพิเคราะห์ กำหนดไข้ )
แบ่ง 1 วัน  24 ชั่วโมง ออกเป็น 4 ส่วน ไล่ กลไก การเกิด เป็น ( เสมหะ โลหิต วาตะ ดี )
- ย่ำรุ่ง ถึง เที่ยง ( 6 โมงเช้า จนถึง เที่ยง ) ( ไข้เพื่อ เสมหะ )

- เที่ยง ถึง เย็น ( 12:00 - 6:00 ) ( ไข้เพื่อ โลหิต )

ค่ำ ถึง เที่ยงคืน ( 18:00 - 24:00 ) ( ไข้เพื่อ วาตะ )

- เที่ยงคืน ถึง สว่าง ( 24:00 - 6:00 ) ( ไข้เพื่อ ดี )

  ( การพิเคราะห์ ลักษณะ ประเภทไข้ )

1.ไข้เพื่อ เสมะ เอกโทษ
ให้ หนาว ให้ร้อน ขนลุก จุกอก ให้หลับไหล กินไม่ได้ อ่อนแรง ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ซีดเผือด ให้ปากหวาน ให้ราก
ื( key : หนาว ฝ่ามือฝ่าเท้าซีดเผือด ราก )

2. ไข้เพื่อ กำเดา เอกโทษ
ให้ ปากขม ให้ร้อนละเมอเพ้อคลั่ง ปวดศรีษะ อยากน้ำเป็นกำลัง กายเหลือง หน้าตาเหลือง ปัสสาวะแดง ให้ตึงแตกระแหง เป็นไข้ ฟันแห้ง นอนไม่หลับ
( key : ปากขม ปวดศรีษะ หน้าตาเหลือง ปัสสาวะแดง ให้ตึงแตกระแหง )

3. ไข้เพื่อ โลหิต เอกโทษ
ให้ตัวร้อน ปวดศรีษะมาก หน้าตาแดง ปัสสาวะเหลือง หน้าแตกะรแหง ฟันแห้ง
( key : ปวดศรีษะมาก หน้าตาแดง )

4.ไข้เพื่อ ลม เอกโทษ
ให้ขนลุก ขนชัน หนาวสะท้าน ปวดศรีษะ เวียนหน้าตา มัก โกรธง่าย เสียดแทงในอก กระหายน้ำ ในท้องเป็นก้อน ทุรรนทุรายหายใจขัด ตา และ เล็บเหลือง ไอดังเป็นหวัด ปากฝาก เจ็บคาง เมื่อยขากรรไกร ไอแห้ง
( key : เวียนหน้าตา เสียดแทงในอก ทุรนทุราย หายใจขัด )

  ( การพิเคราะห์ ลักษณะเวลาการจับไข้ )

1. โทษ หนึ่ง = ( 6:00 - 15:00 ) = อาการไข้บรรเทาคลาย ( อาการไข้ มันจะ ไม่ค่อย หนัก ในช่วงเวลานั้น

2. โทษ สอง = ( 13:00 - 20:00 )  = อาการ ไข้สร่างบรรเทา ( ไข้ เหมือนจะหาย แต่ ไม่หาย )

3. โทษ สาม = ( ไก่ขัน ถึง สามยาม หรือ 24:00 - 3:00 )  = อาการไข้หนัก ( ไข้กลับมาเป็น หนัก )

4. โทษ สี่ = ( เวลาผิดจาก โทษ 1 - โทษ 3 )= อาการ ถึง ตาย ( ถ้าเป็น ถึง โทษ สี่ อาจจะตายได้
( ทั้งหมดนี้ มัน แทบจะ ระบุ เวลา แน่นอน ไม่ได้เลย แต่สิ่งที่ อยากให้รู้ คือ โทษ 1 ถึง เมื่อไหร่ อาการ อย่างไร )

ธาตุวิวรณ์ เหมือนจะ น้อย แต่ มีหลายเรื่อง ส่วนเรื่อง ที่ชอบ นำมา ออกสอบคือ ยา 8 รส ข้อห้ามผู้ไข้ 11 ประการ เรื่องของ ธาตุ 4 พิการ ธาตุ 4 วิปลาส วันเวลากำหนดไข้ ออกแทบจะ ทุกหัวข้อ แต่ ประเทศ สมุฎฐาน ไม่ค่อยออก โลหิตฉวี ก็ออก

คัมภีร์โรคนิทาน

พระคัมภีร์โรคนิทาน ( อ.ประสิทธิ คงทรัพย์ ) ในพระคัมภี์ พระบรมอรรคธรรม = ความสิ้นอายุ = ธาตุจะขาด หย่อน พิการ หรือ ขาดหายไป แจ้งอยู่ใน ( คั...